ประกาศ
ติดตามข่าวสารบ้านราษฎร์



Post Reply 
 
Thread Rating:
  • 1 Votes - 5 Average
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
03-11-2012, 05:03 PM (This post was last modified: 03-11-2012 05:03 PM by ถ่องแท้.)
Post: #41
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-11-2012 04:21 PM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 03:47 PM)savor Wrote:  .......
ว่ากันตรงๆเลยล่ะ... ถ้าผมไม่พอใจงบส่วนนี้ ผมวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เสี่ยงต่อ 112 ได้หรือเปล่า ???

ถ้าท่าน Savor เป็น สส หรือ สว ท่านย่อมได้สิทธิและหน้าที่นั้นในสภาฯ

แล้วในฐานะประชาชนทั่วไปละฮะ??!! ตอบได้เลยว่า วิจารณ์ ประเมิณผล ตรวจสอบ ไม่ได้แน่นอน!! เพราะฉะนั้นจะเรียกการปกครองด้วยระบอบ ปชต. ได้อย่างไร

La Démocrature (Démocratie + Dictature) เป็นการปกครองโดยระบอบ "ประชาธิปไตย" ภายใต้ "เผด็จการ" อีกนัยนึงคือประเทศมี รธน, มีการเลือกตั้ง, มีการรับรองสิทธิ์และเสรีภาพทางความคิด แต่แท้จริงแล้วเหล่า elitist กำลังพรางตาประชาชนเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของตน
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 2 users Like ถ่องแท้'s post:
ขาจรร่อนเร่, ยูวารี
03-11-2012, 08:29 PM
Post: #42
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-11-2012 05:03 PM)ถ่องแท้ Wrote:  
(03-11-2012 04:21 PM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 03:47 PM)savor Wrote:  .......
ว่ากันตรงๆเลยล่ะ... ถ้าผมไม่พอใจงบส่วนนี้ ผมวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เสี่ยงต่อ 112 ได้หรือเปล่า ???

ถ้าท่าน Savor เป็น สส หรือ สว ท่านย่อมได้สิทธิและหน้าที่นั้นในสภาฯ

แล้วในฐานะประชาชนทั่วไปละฮะ??!! ตอบได้เลยว่า วิจารณ์ ประเมิณผล ตรวจสอบ ไม่ได้แน่นอน!! เพราะฉะนั้นจะเรียกการปกครองด้วยระบอบ ปชต. ได้อย่างไร

อย่างน้อยตามกฏหมาย ตัวแทนของปวงชนชาวไทยยังสามารถทำงานได้ แสดงว่าตรวจสอบได้ ไม่ใช่อะไรที่ผิดแปลกไปจากงบประมาณอื่นๆ แบบนี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอีกหรือครับ

ในกรณีของประชาชนนั้น หากกระทำโดยสุจริตแล้วก็สามารถทำได้ ท่านถ่องแท้ท่านมีข้อมูลมากกว่าผมเยอะ ท่านอาจจะทราบว่ามี NGO ที่ติดคุกเพราะไปเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโครงการฯเหล่านี้ท่านก็กรุณายกขึ้นมาเป็นตัวอย่​างเลยครับ สำหรับผมยังไม่เห็นจึงไม่อาจกล่าวอะไรได้มากนัก

มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้ศึกษากันต่อคือ เรื่องของทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

๑. รายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งมีประเด็นน่าที่จะรู้ไว้ เช่น

Quote:ตามที่นิตยสารฟอร์บสได้เคยลงข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะสำนักงาน
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินมีมูลค่ามากมาย
มหาศาล ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ชี้แจงไปยังนิตยสาร
นี้แล้วว่าข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง เพราะในประเทศไทยมีกฎหมายแบ่งแยก
ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน แต่ถึงแม้ว่าจะได้มีการชี้แจง
ไปแล้วว่าพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น คือ ทรัพย์สิน
ส่วนพระองค์ ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและ
ของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน
กรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ก็ยังมีผู้เข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ดังนั้น
รายงานนี้น่าจะช่วยทำให้คนโดยทั่วไปเข้าใจสำนักงานทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์ถูกต้องขึ้น

๒. ความเห็นต่าง http://prachatai.com/journal/2011/06/35539

Quote:สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ที่นี่) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะ (ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก มติชนออนไลน์) เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้ง ประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล

ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาล เลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์

[Image: volkswagen_animated_avatar_100x100_54582.gif]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 1 user Likes RedVW's post:
ขาจรร่อนเร่
03-11-2012, 08:38 PM
Post: #43
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-11-2012 04:21 PM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 03:47 PM)savor Wrote:  .......
ว่ากันตรงๆเลยล่ะ... ถ้าผมไม่พอใจงบส่วนนี้ ผมวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เสี่ยงต่อ 112 ได้หรือเปล่า ???

ถ้าท่าน Savor เป็น สส หรือ สว ท่านย่อมได้สิทธิและหน้าที่นั้นในสภาฯ

งั้นออกกฎหมายห้ามวิจารณ์นักการเมืองด้วยน่าจะดีนะครับ...

เอาเป็นใครวิจารณ์นายกฯ และ รมต. มีโทษจำคุกซัก 3 - 10 ปี น่าจะโอเค...
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-11-2012, 08:49 PM
Post: #44
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-11-2012 08:29 PM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 05:03 PM)ถ่องแท้ Wrote:  
(03-11-2012 04:21 PM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 03:47 PM)savor Wrote:  .......
ว่ากันตรงๆเลยล่ะ... ถ้าผมไม่พอใจงบส่วนนี้ ผมวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เสี่ยงต่อ 112 ได้หรือเปล่า ???

ถ้าท่าน Savor เป็น สส หรือ สว ท่านย่อมได้สิทธิและหน้าที่นั้นในสภาฯ

แล้วในฐานะประชาชนทั่วไปละฮะ??!! ตอบได้เลยว่า วิจารณ์ ประเมิณผล ตรวจสอบ ไม่ได้แน่นอน!! เพราะฉะนั้นจะเรียกการปกครองด้วยระบอบ ปชต. ได้อย่างไร

อย่างน้อยตามกฏหมาย ตัวแทนของปวงชนชาวไทยยังสามารถทำงานได้ แสดงว่าตรวจสอบได้ ไม่ใช่อะไรที่ผิดแปลกไปจากงบประมาณอื่นๆ แบบนี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอีกหรือครับ

ในกรณีของประชาชนนั้น หากกระทำโดยสุจริตแล้วก็สามารถทำได้ ท่านถ่องแท้ท่านมีข้อมูลมากกว่าผมเยอะ ท่านอาจจะทราบว่ามี NGO ที่ติดคุกเพราะไปเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโครงการฯเหล่านี้ท่านก็กรุณายกขึ้นมาเป็นตัวอย่​างเลยครับ สำหรับผมยังไม่เห็นจึงไม่อาจกล่าวอะไรได้มากนัก

มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากให้ศึกษากันต่อคือ เรื่องของทรัพย์สินส่วนพระองค์กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

๑. รายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งมีประเด็นน่าที่จะรู้ไว้ เช่น

Quote:ตามที่นิตยสารฟอร์บสได้เคยลงข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้า
อยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เพราะสำนักงาน
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินมีมูลค่ามากมาย
มหาศาล ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ชี้แจงไปยังนิตยสาร
นี้แล้วว่าข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง เพราะในประเทศไทยมีกฎหมายแบ่งแยก
ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน แต่ถึงแม้ว่าจะได้มีการชี้แจง
ไปแล้วว่าพระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น คือ ทรัพย์สิน
ส่วนพระองค์ ส่วนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและ
ของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน
กรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ก็ยังมีผู้เข้าใจผิดเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ดังนั้น
รายงานนี้น่าจะช่วยทำให้คนโดยทั่วไปเข้าใจสำนักงานทรัพย์สิน
ส่วนพระมหากษัตริย์ถูกต้องขึ้น

๒. ความเห็นต่าง http://prachatai.com/journal/2011/06/35539

Quote:สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ที่นี่) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะ (ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก มติชนออนไลน์) เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้ง ประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล

ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาล เลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์

เรื่อง สนง. ทรัพย์สิน พวกผมอ่านมากันจนหมดแล้วครับ...

แล้วหลักเกณฑ์ที่ Forbes เขาใช้ก็เป็นไปตามอย่างสากลคือ...

อำนาจบริหารอยู่ที่ใคร และดอกผลของทรัพย์สินนั้นกลับไปเข้าสู่ใคร ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

ซึ่งกรณีของ สนง. ทรัพย์สินฯ ก็มีกำหนดไว้ตาม พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วก็คือ...

Quote:มาตรา 4ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีก ไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้ จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 1 คน
ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแล โดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อ เป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

และ

Quote:มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวใน มาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้อง จ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น
รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่าย ใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการ พระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนาหรือราชประเพณี บรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

http://www.kodmhai.com/m4/m4-4/h13/m1-9.html

ข้อโต้แย้งของกระทรวงต่างประเทศ รวมไปถึงพวกนิยมเจ้า เมื่อมาเจอกับหลักคิดของ Forbes จึงบอกตามตรงเลยครับว่า " โต้ไม่ขึ้นแม้แต่นิดเดียว "

ซึ่งถ้าอยากให้ Forbes ไม่เอาทรัพย์สินตรงนี้มาคิดเป็นทรัพย์สินของในหลวงจริงๆ ก็แก้ พรบ. ทรัพย์สิน ตามแบบกระทู้ผมสิครับ...

ผมขอเสนอวิธีหารายได้ให้กับนายกปู โดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่มเลยครับ...
http://forum.banrasdr.com/showthread.php?tid=1661

แก้ให้ รมต. คลังบริหาร สนง. ทรัพย์สินฯ โดยตรงเลย ไม่ต้องผ่านกรรมการที่กษัตริย์ตั้ง แล้วก็กำหนดให้ สนง. ทรัพย์สินฯ นำส่งรายได้แก่รัฐ

ผมรับรองครับ ถ้าแก้เป็นแบบนี้ พวกนิยมเจ้าจะไม่ต้องมานั่งแย้งรายงานของ Forbes กันปากเปียกปากแฉะทุกปี อีกตลอดไปเลย...
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 2 users Like savor's post:
ขาจรร่อนเร่, ยูวารี
03-11-2012, 09:13 PM (This post was last modified: 03-11-2012 09:18 PM by ถ่องแท้.)
Post: #45
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
@ คุณ RedVW

Quote:อย่างน้อยตามกฏหมาย ตัวแทนของปวงชนชาวไทยยังสามารถทำงานได้ แสดงว่าตรวจสอบได้ ไม่ใช่อะไรที่ผิดแปลกไปจากงบประมาณอื่นๆ แบบนี้ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอีกหรือครับ

ในกรณีของประชาชนนั้น หากกระทำโดยสุจริตแล้วก็สามารถทำได้ ท่านถ่องแท้ท่านมีข้อมูลมากกว่าผมเยอะ ท่านอาจจะทราบว่ามี NGO ที่ติดคุกเพราะไปเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโครงการฯเหล่านี้ท่านก็กรุณายกขึ้นมาเป็นตัวอย่​​างเลยครับ สำหรับผมยังไม่เห็นจึงไม่อาจกล่าวอะไรได้มากนัก
(bold และ ขีดเส้นใต้โดยเราเอง)

1. ในระบอบ ปชต. อำนาจเป็นของปชะชาชน ทุกคนล้วนมี power/accountability เท่ากันหมด แต่การที่ประเทศไทยมีกฎหมายบางมาตรา (เช่น มาตรา 112, มาตรา 8) เอาไว้จำกัดเสรีภาพส่วนบุคคล ไม่อนุญาตให้อภิปราย วิพากย์วิจารณ์ ประเมินผลตรวจสอบ ได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะกรณีใดๆเกี่ยวกับสถาบันฯ เพราะฉะนั้นเราคงไม่สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบ ปชต. ฮะ

เนื้อแท้ของความเป็น ปชต. คือ Freedom of Speech ซึ่ง ณ จุดนี้ประเทศไทยยังไม่มี

2. อ. สมศักดิ์ แกทำ research เขียนบทความเกี่ยวกับสถาบันฯมายาวนานกว่า 10 ปี หลายครั้งแกพยายามหาข้อมูล ตรวจสอบ เกี่ยวกับ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แกเคยแม้กระทั่งติดต่อเลขาฯ นอกจากจะไม่ได้คำตอบอะไรแล้ว ยังถูกด่าอีกต่างหาก (โทษทีฮะ เผอิญมีเวลาจำกัด แนะนำให้คุณ RedVW ดูคลิปงานเสวนา "สถาบันกษัตริย์ -- รัฐธรรมนูญ -- ประชาธิปไตย" ในส่วนของ สศจ )

3. อันนี้คือบทความที่ สศจ แกเขียนโต้ รายงานประจำปี 2553 ของ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

(เราท้าให้คุณโต้บทความของ สศจ แล้วกรุณาตอบเราทีว่ากรณีที่ raise มานี้มันสื่อถึงความเป็น ปชต. ตรงไหน)


Quote:สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ที่นี่) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยเฉพาะ (ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก มติชนออนไลน์) เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้ง ประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล

ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการ เกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาล เลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์

ตัวบทกฎหมาย
ขอให้เราเริ่มที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 กำหนดไว้ดังนี้

มาตรา 4 ทวิ ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง

ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล

มาตรา 4 ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริ​ย์ 1 คน

ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ​สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อ เป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

มาตรา 5 . . .ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวในวรรคก่อนให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดห​าผลประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์


ก่อนอื่น ขอให้สังเกตว่า “อำนาจหน้าที่” ของ “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กำหนดไว้ (มาตรา 4 ตรี วรรคสอง) เพียงหลวมๆว่า “ดูแลโดยทั่วไป” ซึ่ง “กิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ใช่ ดูแลหรือมีอำนาจในการควบคุมตัดสินใจเกี่ยวกับตัว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือดอกผลกำไรจากตัวทรัพย์สินนั้นเอง ในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้ อย่างมากก็มีลักษณะเป็นเพียง advisory board หรือ คณะกรรมการที่ปรึกษา ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทแท้จริงในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวทรัพย์สินส่วนพระมหากษัต​ริย์ (โดยเฉพาะคือตัวผู้อำนวยการสำนักงานฯ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง) ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการ ที่ว่านี้ มี “คนของรัฐบาล” คือ รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งเป็นเพียงคนเดียว กรรมการที่เหลืออีก 4 คน (รวมทั้ง ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินฯ) ล้วนแต่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์

ดังที่จะเล่าต่อไปข้างล่าง ในการพิจารณาสถานะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนของสำนักงานทรัพย์สินฯเองเข้าร่วมด้วย แทบไม่มีการกล่าวถึง “คณะกรรมการทรัพย์สินฯ” เลย แม้แต่ในแง่บทบาทต่อการดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่สำคัญ การมีอยู่ของคณะกรรมการฯนี้ ไม่มีความหมายใดๆต่อการที่จะตัดสินว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือตัวทรัพย์สินฯเอง ขึ้นต่อหรืออยู่ในกำกับหรือความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ และข้อสรุปของการพิจารณาทุกครั้งคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ และตัวทรัพย์สินฯที่สำนักงานฯดำเนินการดูแล ไม่ได้ขึ้นต่อหรืออยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย แต่ขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ พูดง่ายๆคือ การมี “คณะกรรมการ” ที่มี รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในความรับผิดชอบหรือกำกับดูแลของรัฐบาลแต่อย่างใดเลย

ดังนั้น การที่ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินฯ กล่าวถึงการมีอยู่ของคณะกรรมการทรัพย์สินฯที่มี รมต.คลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง เพื่ออ้างว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มี “รัฐบาล...เป็นผู้รับผิดชอบ” นั้น จึงเป็นการจงใจบิดเบือนความจริง

ในทางตรงข้าม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจน ถึงความมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์​สินฯนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย ดังนี้

มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น

รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ....


นั่นคือผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)

นี่คือการ “เบลอ” “เส้นแบ่ง” ระหว่าง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายปี 2491 ที่เป็นผลงานของรัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นคณะราษฎรในปี 2490 (กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับที่ออกโดยคณะราษฎร ในปี 2479 รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แม้แต่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมได้จริง)

การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตัวบทกฎหมายนี้ได้สร้างปัญหามาโดยตลอด เพราะโดยสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” สมควรเป็น ทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งตามหลักการปกครองประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ ก็ควรอยู่ภายใต้การควบคุมรับผิดชอบของรัฐบาล (และรัฐสภา) ที่ประชาชนเลือกมา ว่าจะนำผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินดังกล่าว ไปใช้จ่ายในทางใดบ้าง แต่ตัวกฎหมายกลับกำหนดให้อำนาจสิทธิ์ขาดในเรื่องนี้อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์

ดังนั้น ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงมีปัญหาให้ต้องตีความกฎหมายหลายครั้ง จากปี 2518 เป็นต้นมา ประเด็นที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในความควบคุมดูแล รับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ ได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึง 5 ครั้ง ซึ่งทุกครั้ง ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียว ได้ข้อสรุปออกมาว่า ไมใช่ “หน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาสหกิจ” และไม่อยู่ในการควบคุมหรือกำกับใดๆของรัฐบาล แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ยังยืนยันว่า สำนักงานฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงทบวงกรมใด”

ผมจะไม่เล่ารายละเอียดของการประชุมตีความแต่ละครั้งของคณะกรรมการกฤษฎีกาในที่นี้ เพราะจะยาวมาก ผู้สนใจขอให้อ่านบทความของผมเรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2549) แต่จะสรุปเพียงเนื้อหาสำคัญ ดังต่อไปนี้

การตีความครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2518) มีปัญหาเกิดขึ้นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะถือเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลงความเห็นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่ “จัดตั้งขึ้นโดยมิได้อาศัยเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มี “ความเป็นอิสระของการดำเนินกิจการ...ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือการกำกับของรัฐบาล” ซึ่งรายได้จากการดำเนินการเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว “ถวายพระราชอำนาจในอันที่จะจำหน่ายใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัย

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์....ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกิจการของรัฐ เพราะคำว่า “รัฐ” และคำว่า “พระมหากษัตริย์” มีความหมายแตกต่างกัน และตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 [แก้ไขเพิ่มเติม 2491] ก็มิได้มีบทบัญญํติที่แสดงให้เห็นว่า รัฐได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์แต่ประการใด การดำเนินกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้อาศัยเงินงบประมาณแผ่นด​ินในรูปรายได้หรือเงินอุดหนุน...

การตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2533) มีปัญหาว่า สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริต หรือ “ปปป” (ปัจจุบันคือ “ปปช”) สามารถเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่ เพราะมีผู้ร้องเรียนมาว่ามีการทุจริต จึงต้องการให้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ” หรือไม่ (ซึ่งถ้าเป็น “ปปป.”ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้) ครั้งนี้เป็นครั้งที่มีรายละเอียดน่าสนใจมาก (ดูบทความของผมใน ฟ้าเดียวกัน) เพราะมีความเห็นแตกแยกเป็นเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีการเรียกตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯมาร่วมชี้แจงด้วย แต่ในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ลงความเห็นตามเสียงข้างมากว่า กฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ “ประสงค์จะแยกการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น ออกจากส่วนราชการให้เป็นเอกเทศ...ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดกำหนดให้สำนักงานทรัพย์สินส่​วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการ” และ “การที่ทรงแต่งตั้งกรรมการ [ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ดังกล่าว เป็นพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ มิใช่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแนะในการแต่งตั้งแต่ประการใด การที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งดังกล่าว ก็เป็นเพียงการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มิได้มีผลทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการหรือหน่วยงานของรั​ฐ” สรุปแล้ว “ปปป” จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต ไม่ได้ (มีหน่วยงานใน “ความรับผิดชอบ” ของรัฐบาล – นี่คือข้ออ้างของ “รายงานประจำปี” สำนักงานทรัพย์สินฯ – ที่ไหน ที่ไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต?)

การตีความครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2536) มีปัญหาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น “เอกชน” ตาม พรบ.ให้เอกชนเข้าร่วมในกิจการของรัฐ (2535) หรือไม่ ซึ่ง “เอกชน” ตาม พรบ.นั้นหมายถึง “บุคคลซึ่งไม่อยู่ในอำนาจควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล” ข้อสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “เอกชน” ตามความหมายนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึง คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่า

กรรมการเกือบทั้งหมด (ยกเว้นประธานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นโดยตำแหน่ง) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง.... การดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำก​ับของรัฐบาล ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมมิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริ​หารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมิใช่รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (มาตรา 4) และก็มิใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ที่จะจัดให้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ แต่การดำเนินธุรกิจของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นไปเพื่อจัดหาผลประโยช​น์แก่กองทรัพย์สินที่มีไว้เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นงานที่แยกอ​ยู่เป็นเอกเทศต่างหาก และเท่าที่เป็นมา การที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจแห่งใด ก็ถือว่ามีฐานะอย่างเอกชน ไม่มีการนับส่วนที่มีหุ้นนั้นว่าเป็นของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จากเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็น “เอกชน” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

การตีความครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2544) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำเรื่องถามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นกระทรวง ทบวง กรม และทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือไม่ และรัฐบาลมีความผูกพันต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วน​พระมหากษัตริย์หรือไม่” คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยตอบว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิใช่หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐบาล” จึงไม่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือเทียบเท่า และ “ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

การตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2544) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รายหนึ่ง​ เรื่องการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีสำนักงานทรัพย์สินฯหรือไม่ เพราะไม่ชัดเจนว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสากิจ หรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความ ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในระยะหลายสิบปี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ไม่ใช่หน่วยราชการ....ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” แต่ “ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะอยู่ในกำกับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้ ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (ดูเปรียบเทียบคำตีความครั้งที่ 1 ที่ยกมาข้างต้น) ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงทำการสอบสวนข้อเท็จจริงได้

จะเห็นว่า ถ้าเทียบกับการตีความทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ปฏิเสธฐานะในลักษณะที่เกี่ยวกับรัฐของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทุกกรณี (รัฐวิสากิจ, หน่วยราชการ, หน่วยงานของรัฐ) ครั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หันมาตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ” แต่การตีความนี้ กลับยิ่งเป็นการยืนยันว่า ข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ใน “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ตรงความจริง คือข้ออ้างที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “เป็นของรัฐ” ที่อยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ (ดังนั้น “ฟอร์บ” จะเอามูลค่าไปคำนวนเป็น “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้) เพราะการที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนักงานฯ ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ ในเมื่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ดังนั้น สำนักงานฯจึงเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” (ตามคำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ”) พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามกับข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่พยายามทำให้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องความ “รับผิดชอบ” หรือกำกับดูแลของรัฐบาล

ยิ่งกว่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” คือ ขณะที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันเช่นเดียวกับที่เคยยืนยันในการตีความทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด”

ควรชี้ให้เห็นต่อไปว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในครั้งหลังสุดนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงมีอำนาจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการได้นั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายน้อยมากในแง่ที่ต่อไปนี้องค์กรภายนอกหรือสาธารณะจะเข้าไปตรวจสอบสำนักงานท​รัพย์สินฯได้อย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินฯ หาใช่ทรัพย์สินหรือหน่วยงานที่มี “รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...เป็นผู้รับผิดชอบ” แต่อย่างใดเลย (ถ้าใช่ ก็ควรตรวจสอบได้ธรรมดาเหมือนหน่วยงานอื่นๆในความรับผิดชอบของรัฐบาล) เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ได้กล่าวย้ำด้วยว่า

การเข้าไปตรวจสอบโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานท​รัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือที่ต้อง​ได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดังกล่าว

และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังคำวินิจฉัยนี้คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้ทำจดหมายฉบับหนึ่งถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ขอให้ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” ที่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ทำจดหมายตอบฉบับหนึ่ง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบแล้วในกรณีผู้ร้องเรียนรายนั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับจดหมายตอบจากสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็ “วินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียน” นั้น สรุปแล้ว การ “เข้าไปตรวจสอบ” การดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครั้งนี้ รวมแล้วประกอบไปด้วยจดหมาย ถาม-ตอบ จากฝ่าย “ผู้ตรวจสอบ” และ “ผู้ถูกตรวจสอบ” ฝ่ายละ 1 ฉบับเท่านั้น (ดูรายละเอียดในบทความ ฟ้าเดียวกัน ของผม)

บทส่งท้าย: ความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน?
ความจริงที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด (และไม่มีใครหรือหน่วยงานใดควบคุมตรวจสอบได้) นั้น เป็นเรื่องที่รู้กันดีมานานแล้วในแทบทุกวงการ ทั้งวงการธุรกิจ วงการรัฐบาล และแม้แต่ประชาชนจำนวนมาก การที่ “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พยายามบิดเบือนว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาลเป็น “ผู้รับผิดชอบ” เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ

แน่นอน ตามหลักการและสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราช จะต้องหมายความว่า เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากปร​ะชาชนและสามารถตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะได้อย่างเต็มที่ทุกประการ เช่นเดียวกับทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ

แต่ที่สถานะของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเช่นในปัจจุบัน ก็เพราะ (ดังที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้) เมื่อ 60 กว่าปีก่อน รัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่น คณะราษฎร (รัฐบาลของปรีดี) ลงไป ได้ออกพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก คือ ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการ “จำหน่ายใช้สอย” ผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินส่วนนี้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ” ผลก็คือทำให้ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายมาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะ “ส่วนพระองค์” โดยปริยายไป

จริงๆแล้ว ถ้าเราเปรียบเทียบบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 ที่รัฐบาลนิยมเจ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำขึ้นและใช้มาจนทุกวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จะเห็นว่า แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ดังนี้

ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย

รายได้ [จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ


จะเห็นว่า โดยเนื้อหาแล้ว ไม่แตกต่างกันเลย “ความแตกต่าง” ที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนด “รายจ่ายประจำ” (“รายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน...”) หรือการกำหนดให้มี “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ขึ้นกับการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับ “พระบรมราชานุญาต” จากพระมหากษัตริย์เท่านั้น พูดตามคำของมีชัย ฤชุพันธ์ คือ เป็นเรื่องที่ “อยุ่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย” ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ ไม่ต่างจากเรื่องการจัดการ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่ “ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” นั่นเอง

22 มิถุนายน 2554

ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม จักลบล้างการกดขี่ระทม
และต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม จักจองล้างทรราชย์ระยำ...

จิตร ภูมิศักดิ์, "หยดน้ำบนพื้นทราย"
ที่มา http://prachatai.com/journal/2011/06/35539

La Démocrature (Démocratie + Dictature) เป็นการปกครองโดยระบอบ "ประชาธิปไตย" ภายใต้ "เผด็จการ" อีกนัยนึงคือประเทศมี รธน, มีการเลือกตั้ง, มีการรับรองสิทธิ์และเสรีภาพทางความคิด แต่แท้จริงแล้วเหล่า elitist กำลังพรางตาประชาชนเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของตน
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 1 user Likes ถ่องแท้'s post:
blind-kingdom
03-11-2012, 09:58 PM (This post was last modified: 03-12-2012 08:57 AM by RedVW.)
Post: #46
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
ขอบคุณทั้งสองท่านครับ

ในส่วนท้ายของคำตอบก่อนหน้าผมก็ให้ข้อมูลทั้งสองด้านไปแล้วอาจจะไม่เกี่ยวกับกระทู้โ​ดยตรงแต่มันก็ชี้ให้เห็นว่าบางครั้งเราไม่ได้แยกแยะและมักจะเหมารวม สิ่งที่อาจารย์สมศักดิ์ว่าไว้จะไม่ผิดเลยถ้า ตำแหน่งโดยสถาบัน กับ บุคคลเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ในทัศนะของผม เห็นว่าเป็นคนละส่วน หากบุคคลไม่มีตำแหน่งที่มีบทบัญญัติหรือกฏหมายรองรับก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งกรณีนี้ก็คงไม่เป็นข้อยกเว้น

ยกตัวอย่างการเปลี่ยนตัวบุคคลในตำแหน่งที่คล้ายกันที่ภูตานเมื่อเร็วๆนี้

ผมจะสื่อว่าอย่างไร ?

จะสื่อว่าทรัพย์สินในส่วนของสถาบันนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิมมิได้ติดตามตัวไป ส่วนที่ติดตามตัวนั้นก็จะเป็นส่วนที่เรียกว่าส่วนพระองค์

หากผิดก็ช่วยชี้แนะด้วย รายละเอียดของกฏหมายพวกนี้คงมีอยู่ Big Grin

[Image: volkswagen_animated_avatar_100x100_54582.gif]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-11-2012, 11:24 PM
Post: #47
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
ทรัพย์สินโดยตำแหน่ง ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลคนนั้นครับ หากผู้นั้นมีอำนาจบริหารและเป็นผู้รับดอกผลจากตัวทรัพย์สิน

ตัวอย่าง เช่น ที่ดิน Duchy of Cornwall ซึ่งเป็นที่ดินประจำตำแหน่ง Duke of Cornwall ซึ่งเป็นตำแหน่งของเจ้าชายชาร์ลส์แห่งราชวงศ์อังกฤษ

http://en.wikipedia.org/wiki/Duchy_of_Cornwall

ตรงนี้กฎหมายอังกฤษเขียนไว้ไม่ดี คือให้มีการยกเว้นภาษีแก่ทรัพย์สินตรงนี้ ซึ่งไม่มีเหตุผลให้เว้นแม้แต่น้อย เพราะประเทศอังกฤษไม่ได้ปกครองระบอบราชาธิปไตยแล้ว แต่ชาร์ลส์แก้โดยการจ่ายเงินให้รัฐเป็นจำนวนเทียบเท่ากับภาษีตรงนั้นแทน...
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 1 user Likes savor's post:
blind-kingdom
03-12-2012, 08:03 AM (This post was last modified: 03-12-2012 08:08 AM by RedVW.)
Post: #48
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-11-2012 11:24 PM)savor Wrote:  ทรัพย์สินโดยตำแหน่ง ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลคนนั้นครับ หากผู้นั้นมีอำนาจบริหารและเป็นผู้รับดอกผลจากตัวทรัพย์สิน

ตัวอย่าง เช่น ที่ดิน Duchy of Cornwall ซึ่งเป็นที่ดินประจำตำแหน่ง Duke of Cornwall ซึ่งเป็นตำแหน่งของเจ้าชายชาร์ลส์แห่งราชวงศ์อังกฤษ

http://en.wikipedia.org/wiki/Duchy_of_Cornwall

ตรงนี้กฎหมายอังกฤษเขียนไว้ไม่ดี คือให้มีการยกเว้นภาษีแก่ทรัพย์สินตรงนี้ ซึ่งไม่มีเหตุผลให้เว้นแม้แต่น้อย เพราะประเทศอังกฤษไม่ได้ปกครองระบอบราชาธิปไตยแล้ว แต่ชาร์ลส์แก้โดยการจ่ายเงินให้รัฐเป็นจำนวนเทียบเท่ากับภาษีตรงนั้นแทน...

อาจจะไม่ใช่ที่ท่านเข้าใจครับ จากข้อความนี้ในเอกสารที่ท่านอ้างอิง
Quote: จากส่วน Legal status : .... operate in favour of the holders of the duchies rather than the Crown.

คือเป็นทรัพย์สินของตระกูลหรือราชวงค์ ไม่ใช่ของ Crown ซึ่งก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับบ้านเรา คือเป็นทรัพย์สินสมบัติของราชวงค์จักรี ผู้ที่มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ตามกฏหมายคือพระมหากษัตริย์ผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินฯ ตามที่กฤษฎีกาว่าไว้

[Image: volkswagen_animated_avatar_100x100_54582.gif]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 10:29 AM
Post: #49
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-11-2012 11:59 AM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 11:50 AM)หวัดดีจ้ะ..ฉิงฉิง Wrote:  คนทำกลุ่มหนึ่ง คนได้เครดิตคืออีกกลุ่มนึง

แต่เงินมาจากภาษี ปชช ในประเทศ สรุปแบบนี้ พอได้ไหมคะ

มันอาจจะซับซ้อนกว่านั้นครับ

อย่างไรก็ดีมันมีทั้งขาวและดำ เพียงแต่เราจะมองด้านไหนและประโยชน์ต่อเจ้าของเงินมีหรือไม่ และผู้อนุญาตให้เงินไปทำก็คือรัฐสภาไม่ใช่ผู้มีอภิสิทธิ์ใด

แล้วคุณสามารถอธิบายได้ไหมว่า เงินที่ "พะหน้าด้วยคำว่าโครงการเทิดทูนฯ" อะไรต่างๆตามที่เจ้าของกระทู้นำเสนอมานั้น สามารถ ตรวจสอบ ที่มาที่ไป ต้นทางปลายทาง และการจัดสรรใช้สอย รวมทั้งผลดีผลเสีย ประโยชน์พึงมีพึงได้อย่างเต็มที่ 100%

เพราะขนาดงบประมาณหน่วยงานรัฐ เวลาจะตรวจสอบกันยังยาก แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินนี้ถูกใช้ไปตามที่ท่าน Redโฟล์ก พยายามอธิบายจริงๆ

[Image: 482990_554586354567446_836993096_n.jpg]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 2 users Like ปีกสีชาด's post:
ขาจรร่อนเร่, คมคิด
03-12-2012, 10:36 AM
Post: #50
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-11-2012 04:21 PM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 03:47 PM)savor Wrote:  .......
ว่ากันตรงๆเลยล่ะ... ถ้าผมไม่พอใจงบส่วนนี้ ผมวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เสี่ยงต่อ 112 ได้หรือเปล่า ???

ถ้าท่าน Savor เป็น สส หรือ สว ท่านย่อมได้สิทธิและหน้าที่นั้นในสภาฯ

ทำไมถึงต้องเป็น สส หรือ สว?
ประชาชนธรรมดาไม่มีสิทธิเหรอครับ

แล้วเมื่อคิดต่อ ท่านคิดว่าทำไมไม่มีใครกล้าวิจารณ์ ไม่ว่าจะเป้นประชาชน สส หรือ สว?

ท่านตอบเหมือนไม่ได้ตอบครับ ท่านตอบแบบ "ระบบราชการ" มากเลย

พูดตรงๆนะ ผมคิดว่าท่านพยายามตอบ เพื่อให้คนที่อ่านเกิดความรู้สึกในทาง "บวก" ต่อการใช้งบประมาณด้านนี้ โดยไม่อยากให้คนเกิดความรู้สึกเชิง "เปรียบเทียบ" เมื่อมองไปยังงบประมาณการพัฒนาการศึกษา วิจัย หรืองบพัฒนาประเทศด้านอื่นๆ ท่านอ้างเด้งไปเด้งมาระหว่าง รัฐ มูลนิธิ และอะไรที่ Uper กว่านั้น

แต่ท่านตอบเหมือน "ระบบราชการ" ครับ

คือพยายามอธิบายแบบ "รักษาความชอบธรรม" ของ "สิ่งที่ท่านรับใช้" มากเกินไป

ด้วยความเคารพ ผมพูดแบบนี้หากท่านไม่พอใจ ผมขออภัยด้วย ผมมันคนหยาบเถื่อน หาความศิวิไลซ์ไม่ค่อยมี

[Image: 482990_554586354567446_836993096_n.jpg]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 3 users Like ปีกสีชาด's post:
ขาจรร่อนเร่, คมคิด, ยูวารี
03-12-2012, 10:43 AM
Post: #51
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
ที่สำคัญ ผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความของการตั้งกระทู้นี้มันอยู่ที่ ความเหมาะสมของ "เม็ดเงิน" และความสามารถในการ "ตรวจสอบ" ครับ!
ผมไม่คิดว่าอะไรๆที่ท่านโฟล์กพยายามอ้างอิงเข้าสู่ข้อกฏหมาย จะสามารถหรือถูกใช้ได้แบบ "เต็มประสิทธิภาพจริงๆ" อันเป็นลักษณะจำเพาะของสังคมไทย(ในด้านเลวร้าย) ซึ่งผมไม่เห็นว่าจะมีใครอยากพูดเรื่องนี้นะ ทั้งที่มันเป็นเรื่อง "จริง" ในประเทศนี้

ผมก้ใคร่อยากย้อนถามท่านว่า การที่ท่านอ้างรายงาน โครงการต่างๆ องค์กรหน้าเสื่อต่างๆ รวมทั้งข้อกฏหมายต่างๆมานั้น
ผมอยากทราบว่า ในส่วนลึกของท่าน ท่านคิดว่าสิ่งที่ท่านอ้างมา มันได้เป็นผลทางการปฏิบัติมากแค่ไหน?

แค่นั้นแหละครับ

[Image: 482990_554586354567446_836993096_n.jpg]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 5 users Like ปีกสีชาด's post:
blind-kingdom, ขาจรร่อนเร่, คมคิด, ถ่องแท้, ยูวารี
03-12-2012, 11:48 AM
Post: #52
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
คือถ้าถึงวันสำคัญต่างๆ ผมอยากจะจัดงานถวายพระพร

ผมก็จะตั้งงบอันนี้ขึ้นมาในหน่วยงานล่ะครับ

แล้วหน่วยงานในประเทศไทยมีเยอะมากกกกกกกก

จะห้ามผมจัดงานถวายพระพรเหรอ Y_Y
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 12:53 PM
Post: #53
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
ขอบพระคุณ น้าปีก ฯ ที่สรุปใจความให้ฮัฟ !!!! ^ ^


อ่านทบทวนตลอดเวลา........และก็เห็นคล้อยตามคุณประโยชน์ของ"การใช้งบประมาณประจำปีก้อนนี้เป็นอย่างยิ่ง ตาม ท่านเรดโฟลค์อธิบายเสริมไว้"


แต่.....ถ้า "สงสัย" ล่ะ ?????

ว่า........ฯลฯ


ถามไม่ได้ใช่ไหมฮัฟ !!! ......


อ่านเอง สรุปเอง เข้าใจเอง สงสัยเอง หาข้อมูลเอง ......บลาๆๆ

แต่............"ห้ามถาม" !!!!

เนอะๆ > <
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 12:59 PM
Post: #54
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-12-2012 08:03 AM)RedVW Wrote:  
(03-11-2012 11:24 PM)savor Wrote:  ทรัพย์สินโดยตำแหน่ง ก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลคนนั้นครับ หากผู้นั้นมีอำนาจบริหารและเป็นผู้รับดอกผลจากตัวทรัพย์สิน

ตัวอย่าง เช่น ที่ดิน Duchy of Cornwall ซึ่งเป็นที่ดินประจำตำแหน่ง Duke of Cornwall ซึ่งเป็นตำแหน่งของเจ้าชายชาร์ลส์แห่งราชวงศ์อังกฤษ

http://en.wikipedia.org/wiki/Duchy_of_Cornwall

ตรงนี้กฎหมายอังกฤษเขียนไว้ไม่ดี คือให้มีการยกเว้นภาษีแก่ทรัพย์สินตรงนี้ ซึ่งไม่มีเหตุผลให้เว้นแม้แต่น้อย เพราะประเทศอังกฤษไม่ได้ปกครองระบอบราชาธิปไตยแล้ว แต่ชาร์ลส์แก้โดยการจ่ายเงินให้รัฐเป็นจำนวนเทียบเท่ากับภาษีตรงนั้นแทน...

อาจจะไม่ใช่ที่ท่านเข้าใจครับ จากข้อความนี้ในเอกสารที่ท่านอ้างอิง
Quote: จากส่วน Legal status : .... operate in favour of the holders of the duchies rather than the Crown.

คือเป็นทรัพย์สินของตระกูลหรือราชวงค์ ไม่ใช่ของ Crown ซึ่งก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับบ้านเรา คือเป็นทรัพย์สินสมบัติของราชวงค์จักรี ผู้ที่มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ตามกฏหมายคือพระมหากษัตริย์ผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินฯ ตามที่กฤษฎีกาว่าไว้

อ่านให้จบๆสิครับ อย่ามาตัดแปะบางส่วน

ที่ว่ามานั่นน่ะ เต็มๆมันเป็นอย่างนี้ครับ...

Quote:for example, the rules on bona vacantia (the right to the estates of all those who die without named heirs) operate in favour of the holders of the duchies rather than the Crown.

ซึ่งกฎ bona vacantia นี้ก็หมายถึง เวลาที่มีใครเสียชีวิตในเขต Cornwall โดยไม่มีทายาท ไม่มีพินัยกรรม ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะกลับไปเป็นของ Duchy ไม่ใช่ Crown หรือของแผ่นดิน

แล้วตำแหน่งผู้ถือครอง Duchy นี้ก็คือใครครับ ? ก็ Duke of Cornwall นั่นเอง ซึ่งทรัพย์สินตรงนี้ถือเป็นทรัพย์สิน " โดยตำแหน่ง " โดยแท้ เพราะมีให้เฉพาะตำแหน่ง Duke of Cornwall คือลูกชายกษัตริย์เท่านั้น ถ้ากษัตริย์ไม่มีลูกชาย สิทธิในการถือครองก็จะตกเป็นของ Crown

นี่มันคนละเรื่องกับที่คุณว่ามาเลยนะครับ อย่า " บิดเบือน " สิครับ มันน่าอายนะ...


ต่อมา... ที่คุณอ้างกฤษฎีกาบอกว่า...

Quote:คือเป็นทรัพย์สินของตระกูลหรือราชวงค์ ไม่ใช่ของ Crown ซึ่งก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับบ้านเรา คือเป็นทรัพย์สินสมบัติของราชวงค์จักรี ผู้ที่มีสิทธิเข้าใช้ประโยชน์ตามกฏหมายคือพระมหากษัตริย์ผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินฯ ตามที่กฤษฎีกาว่าไว้

ก็พอดีเลยครับ... ถ้าคิดแบบนี้ ก็ตรงตามหลักที่ Forbes ใช้พอดี กษัตริย์สามารแต่งตั้งกรรมการบริหารได้ และดอกผลของทรัพย์สิน กษัตริย์ก็เป็นผู้รับประโยชน์ ดังนั้นทรัพย์สินทั้งหมดจึงนำมาคิดรวมเป็นทรัพย์สินของกษัตริย์

จบครับ...

ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ที่กฤษฎีกาว่าไว้ว่า " เป็นทรัพย์สินของราชวงศ์จักรี " มันก็ไม่ถูกหรอกครับ...

เพราะประเทศไทยเรา " เปลี่ยนแปลงการปกครอง " มาตั้ง 80 ปีแล้ว...

ประเทศนี้ไม่ใช่ของกษัตริย์อีกต่อไปแล้ว...

ทรัพย์สินที่บอกว่าเป็นของราชวงศ์ นั่นน่ะคือ " ทรัพย์สินของรัฐ " เพราะมีการยึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชนแล้ว...

ซึ่งถ้าจะคิดว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของราชวงศ์ด้วยจริงๆ ผมว่าให้กลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยเลยดีกว่าครับ...
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
[-] The following 1 user Likes savor's post:
คมคิด
03-12-2012, 02:00 PM (This post was last modified: 03-12-2012 02:02 PM by RedVW.)
Post: #55
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-12-2012 10:29 AM)ปีกสีชาด Wrote:  ...... แล้วคุณสามารถอธิบายได้ไหมว่า เงินที่ "พะหน้าด้วยคำว่าโครงการเทิดทูนฯ" อะไรต่างๆตามที่เจ้าของกระทู้นำเสนอมานั้น สามารถ ตรวจสอบ ที่มาที่ไป ต้นทางปลายทาง และการจัดสรรใช้สอย รวมทั้งผลดีผลเสีย ประโยชน์พึงมีพึงได้อย่างเต็มที่ 100%

เพราะขนาดงบประมาณหน่วยงานรัฐ เวลาจะตรวจสอบกันยังยาก แล้วเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเงินนี้ถูกใช้ไปตามที่ท่าน Redโฟล์ก พยายามอธิบายจริงๆ

ที่สำคัญ ผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความของการตั้งกระทู้นี้มันอยู่ที่ ความเหมาะสมของ "เม็ดเงิน" และความสามารถในการ "ตรวจสอบ" ครับ!
ผมไม่คิดว่าอะไรๆที่ท่านโฟล์กพยายามอ้างอิงเข้าสู่ข้อกฏหมาย จะสามารถหรือถูกใช้ได้แบบ "เต็มประสิทธิภาพจริงๆ" อันเป็นลักษณะจำเพาะของสังคมไทย(ในด้านเลวร้าย) ซึ่งผมไม่เห็นว่าจะมีใครอยากพูดเรื่องนี้นะ ทั้งที่มันเป็นเรื่อง "จริง" ในประเทศนี้

ผมก้ใคร่อยากย้อนถามท่านว่า การที่ท่านอ้างรายงาน โครงการต่างๆ องค์กรหน้าเสื่อต่างๆ รวมทั้งข้อกฏหมายต่างๆมานั้น
ผมอยากทราบว่า ในส่วนลึกของท่าน ท่านคิดว่าสิ่งที่ท่านอ้างมา มันได้เป็นผลทางการปฏิบัติมากแค่ไหน?

แค่นั้นแหละครับ

ท่านปีกสีชาดครับ

มันเป็นโครงการฯจากงบประมาณปกติ ไม่ต่างจากโครงการฯอื่นๆ มันก็ใช้ระบบการตรวจสอบเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ของบประมาณ ใช้เงิน รายงานผล ซึ่งที่พยายามจะบอกก็คือมันใช้มาตรฐานเดียวกัน

การที่ท่านว่าโครงการของรัฐมันตรวจสอบยาก ประชาชนตรวจสอบได้ไหม วิจารณ์ได้ไหมก็ในเมื่อมันเป็นมาตรฐานเดียวกัน มันก็มีคำตอบในตัวอยู่แล้ว แค่ชื่อแผนงานมีคำว่ากษัตริย์ แล้วนำมาบิดเบือนกัน ถ้าแบบนี้ถูกต้องก็ตามสบายครับ

ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าท่านจะแรงจะเบาอย่างไร ถ้าท่านมีเหตุผลก็ว่ามาเถอะครับ

การนำเสนอข้อมูลในอีกด้านหนึ่ง หากทำไม่ได้บ้านนี้ก็คงไม่ใช่พื้นที่ที่เรียกว่าประชาธิปไตย

สำหรับข้อถามเรื่องความคิดเห็นของผมในทางปฏิบัตินั้น ผมขอตอบว่ามันไม่ต่างจากโครงการฯอื่นใดของรัฐ ซึ่งสุดท้ายแล้วหากผู้มีอำนาจไม่สนใจไม่ดำเนินการมันก็คงไม่ต่างจาก โครงการที่ท่านคิดว่าตรวจสอบได้อย่าง GT200 เรืออร่อยเหาะ รถถังไม่มีเครื่อง เป็นต้น สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรคงไม่ต้องพูดมากความกัน

คมคิด Wrote:ถามไม่ได้ใช่ไหมฮัฟ !!! ......


อ่านเอง สรุปเอง เข้าใจเอง สงสัยเอง หาข้อมูลเอง ......บลาๆๆ

แต่............"ห้ามถาม" !!!!

ผมงงกับท่านมากเลยว่าผมไปห้ามท่านตอนไหน

ท่านถามมาผมก็ตอบไป ในเรื่องที่ท่านถามมา ตรงไหนที่ท่านไม่เข้าใจก็อุตส่าห์ทำ link ให้เข้าไปอ่าน

ตกลงผมคงผิดอีก ไม่เป็นไรครับ ต่อไปคงไม่รบกวนท่านอีก

Savor Wrote:..... ซึ่งทรัพย์สินตรงนี้ถือเป็นทรัพย์สิน " โดยตำแหน่ง " โดยแท้ ......

ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจท่านเหมือนกัน

ผมก็บอกแล้วว่ามันเป็นการถือครองโดยตำแหน่ง ท่านก็ยังย้ำให้ผมอีกครั้ง แต่ไหงมาหาว่าผมบิดเบือน (ลืมไปไม่ได้คุยกันนาน นี่เป็นนิสัยส่วนตัวของท่าน)

อย่างที่ผมได้กล่าวไว้ "สิ่งที่อาจารย์สมศักดิ์ว่าไว้จะไม่ผิดเลยถ้า ตำแหน่งโดยสถาบัน กับ บุคคลเป็นสิ่งเดียวกัน" มันถึงตามมาด้วยคำอ้างอิงจากกฤษฎีกา ซึ่ง Forbes เองจะต้องเข้าใจว่าทรัพย์สินที่ว่านั้นเป็นของสถาบัน ไม่ใช่ตัวบุุคคล

[Image: volkswagen_animated_avatar_100x100_54582.gif]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 02:12 PM
Post: #56
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
ทำไมงบโฆษณาเยอะจังเลยล่ะครับ สงสัยครับ สงสัย
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 02:15 PM
Post: #57
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
ทรัพย์สินโดยตำแหน่งก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลคนนั้นครับ หากบุคคลนั้นมีอำนาจบริหาร และมีสิทธิในการรับดอกผล

เหมือนกับทรัพย์สินของพวกกษัตริย์ พวกพระราชาธิบดี ในประเทศที่ยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พวกนี้ก็นับรวมทรัพย์สินที่เป็นของรัฐไปด้วย เพราะถือว่ารัฐบาลเป็นของกษัตริย์ภายในตัวเอง...

ข้อนี้ผมก็บอกไปแล้ว แถมผมยกตัวอย่างกรณีเจ้าชายชาร์ลส์ในอังกฤษไป ซึ่งคุณก็ไม่อ่านให้ละเอียด แล้วก็มาอะไรก็ไม่รู้...


แล้วที่คุณยกเรื่องกฤษฎีกามา อ.สมศักดิ์ เขาโต้ข้อนี้ไปหมดแล้วนะครับ ทำไมคุณไม่อ่านซักหน่อยล่ะ ???

Quote:การตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2544) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รายหนึ่ง​ เรื่องการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีสำนักงานทรัพย์สินฯหรือไม่ เพราะไม่ชัดเจนว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสากิจ หรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความ ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในระยะหลายสิบปี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ไม่ใช่หน่วยราชการ....ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” แต่ “ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะอยู่ในกำกับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้ ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ (ดูเปรียบเทียบคำตีความครั้งที่ 1 ที่ยกมาข้างต้น) ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงทำการสอบสวนข้อเท็จจริงได้

จะเห็นว่า ถ้าเทียบกับการตีความทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ปฏิเสธฐานะในลักษณะที่เกี่ยวกับรัฐของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทุกกรณี (รัฐวิสากิจ, หน่วยราชการ, หน่วยงานของรัฐ) ครั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หันมาตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ” แต่การตีความนี้ กลับยิ่งเป็นการยืนยันว่า ข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ใน “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ตรงความจริง คือข้ออ้างที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “เป็นของรัฐ” ที่อยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ (ดังนั้น “ฟอร์บ” จะเอามูลค่าไปคำนวนเป็น “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้) เพราะการที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนักงานฯ ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ ในเมื่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ดังนั้น สำนักงานฯจึงเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” (ตามคำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ”) พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามกับข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่พยายามทำให้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องความ “รับผิดชอบ” หรือกำกับดูแลของรัฐบาล

ยิ่งกว่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” คือ ขณะที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันเช่นเดียวกับที่เคยยืนยันในการตีความทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด”

ควรชี้ให้เห็นต่อไปว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในครั้งหลังสุดนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงมีอำนาจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการได้นั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายน้อยมากในแง่ที่ต่อไปนี้องค์กรภายนอกหรือสาธารณะจะเข้าไปตรวจสอบสำนักงานท​รัพย์สินฯได้อย่างแท้จริง ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินฯ หาใช่ทรัพย์สินหรือหน่วยงานที่มี “รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...เป็นผู้รับผิดชอบ” แต่อย่างใดเลย (ถ้าใช่ ก็ควรตรวจสอบได้ธรรมดาเหมือนหน่วยงานอื่นๆในความรับผิดชอบของรัฐบาล) เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ได้กล่าวย้ำด้วยว่า

การเข้าไปตรวจสอบโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานท​รัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือที่ต้อง​ได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดังกล่าว

และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังคำวินิจฉัยนี้คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้ทำจดหมายฉบับหนึ่งถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ขอให้ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” ที่มีผู้ร้องเรียน ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ทำจดหมายตอบฉบับหนึ่ง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบแล้วในกรณีผู้ร้องเรียนรายนั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับจดหมายตอบจากสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็ “วินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียน” นั้น สรุปแล้ว การ “เข้าไปตรวจสอบ” การดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครั้งนี้ รวมแล้วประกอบไปด้วยจดหมาย ถาม-ตอบ จากฝ่าย “ผู้ตรวจสอบ” และ “ผู้ถูกตรวจสอบ” ฝ่ายละ 1 ฉบับเท่านั้น (ดูรายละเอียดในบทความ ฟ้าเดียวกัน ของผม)
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 02:22 PM
Post: #58
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-12-2012 02:00 PM)RedVW Wrote:  ท่านปีกสีชาดครับ

มันเป็นโครงการฯจากงบประมาณปกติ ไม่ต่างจากโครงการฯอื่นๆ มันก็ใช้ระบบการตรวจสอบเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ของบประมาณ ใช้เงิน รายงานผล ซึ่งที่พยายามจะบอกก็คือมันใช้มาตรฐานเดียวกัน

การที่ท่านว่าโครงการของรัฐมันตรวจสอบยาก ประชาชนตรวจสอบได้ไหม วิจารณ์ได้ไหมก็ในเมื่อมันเป็นมาตรฐานเดียวกัน มันก็มีคำตอบในตัวอยู่แล้ว แค่ชื่อแผนงานมีคำว่ากษัตริย์ แล้วนำมาบิดเบือนกัน ถ้าแบบนี้ถูกต้องก็ตามสบายครับ

ผมไม่ได้สนใจหรอกครับว่าท่านจะแรงจะเบาอย่างไร ถ้าท่านมีเหตุผลก็ว่ามาเถอะครับ

การนำเสนอข้อมูลในอีกด้านหนึ่ง หากทำไม่ได้บ้านนี้ก็คงไม่ใช่พื้นที่ที่เรียกว่าประชาธิปไตย

สำหรับข้อถามเรื่องความคิดเห็นของผมในทางปฏิบัตินั้น ผมขอตอบว่ามันไม่ต่างจากโครงการฯอื่นใดของรัฐ ซึ่งสุดท้ายแล้วหากผู้มีอำนาจไม่สนใจไม่ดำเนินการมันก็คงไม่ต่างจาก โครงการที่ท่านคิดว่าตรวจสอบได้อย่าง GT200 เรืออร่อยเหาะ รถถังไม่มีเครื่อง เป็นต้น สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไรคงไม่ต้องพูดมากความกัน

แล้วถ้าผมไม่พอใจโครงการหลวง หรือโครงการใดๆในทำนองนี้ ผมวิจารณ์แบบรุนแรงได้ไหมครับ...

แบบเดียวกับที่พวกพันธมิตรด่าทักษิณเรื่องแนวคิดโครงการกองทุนหมู่บ้าน ( ทำให้ชาวบ้านโง่ + เป็นหนี้ ฯลฯ ) น่ะ...

ถ้าทำไม่ได้... แบบนี้ก็แสดงว่า การตรวจสอบมันเป็นอัมพาตตั้งแต่ขั้นพื้นฐานแล้วครับ...


แล้วอย่าลืมนะครับว่า ที่ GT200 มันเป็นเรื่องเป็นราวโผล่มาได้ ก็เพราะว่าเราสามารถวิจารณ์ ตรวจสอบทหารได้

ถ้าห้ามวิจารณ์ ห้ามด่าทหาร ใครด่ามีโทษจำคุก

คิดเหรอครับว่าเรื่องพวกนี้จะปรากฎออกมา...
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 02:32 PM (This post was last modified: 03-12-2012 02:44 PM by RedVW.)
Post: #59
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-12-2012 02:15 PM)savor Wrote:  ทรัพย์สินโดยตำแหน่งก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลคนนั้นครับ หากบุคคลนั้นมีอำนาจบริหาร และมีสิทธิในการรับดอกผล

เหมือนกับทรัพย์สินของพวกกษัตริย์ พวกพระราชาธิบดี ในประเทศที่ยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พวกนี้ก็นับรวมทรัพย์สินที่เป็นของรัฐไปด้วย เพราะถือว่ารัฐบาลเป็นของกษัตริย์ภายในตัวเอง...

ข้อนี้ผมก็บอกไปแล้ว แถมผมยกตัวอย่างกรณีเจ้าชายชาร์ลส์ในอังกฤษไป ซึ่งคุณก็ไม่อ่านให้ละเอียด แล้วก็มาอะไรก็ไม่รู้...


แล้วที่คุณยกเรื่องกฤษฎีกามา อ.สมศักดิ์ เขาโต้ข้อนี้ไปหมดแล้วนะครับ ทำไมคุณไม่อ่านซักหน่อยล่ะ ???

ทำไมผมจะไม่อ่าน ไม่งั้นผมจะบอกได้อย่างไรว่า จุดที่เป็นประเด็นของ อ.สมศักดิ์มันอยู่ที่ใด

ในส่วนที่คุณอ้างว่าโดยตำแหน่งกับโดยบุคคลนั้น เป็นสิ่งเดียวกัน ผมยังไม่เห็นหลักฐานใดนอกจากข้อคิดเห็นจากคุณ

แต่สิ่งที่เห็นชัดและแตกต่างก็คือมีการแยกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และส่วนพระองค​์ออกจากกันตามกฏหมาย

Savor Wrote:แล้วถ้าผมไม่พอใจโครงการหลวง หรือโครงการใดๆในทำนองนี้ ผมวิจารณ์แบบรุนแรงได้ไหมครับ...

แบบเดียวกับที่พวกพันธมิตรด่าทักษิณเรื่องแนวคิดโครงการกองทุนหมู่บ้าน ( ทำให้ชาวบ้านโง่ + เป็นหนี้ ฯลฯ ) น่ะ...

ถ้าทำไม่ได้... แบบนี้ก็แสดงว่า การตรวจสอบมันเป็นอัมพาตตั้งแต่ขั้นพื้นฐานแล้วครับ...


แล้วอย่าลืมนะครับว่า ที่ GT200 มันเป็นเรื่องเป็นราวโผล่มาได้ ก็เพราะว่าเราสามารถวิจารณ์ ตรวจสอบทหารได้

ถ้าห้ามวิจารณ์ ห้ามด่าทหาร ใครด่ามีโทษจำคุก

คิดเหรอครับว่าเรื่องพวกนี้จะปรากฎออกมา...

อันนี้ความรู้ใหม่ครับ ต้องทำเลวๆแบบพธม จึงจะเรียกว่าตรวจสอบ

ผมจะเรียกว่า หมิ่นประมาทครับ ซึ่งไม่ต้องโครงการพิเศษหรอกครับ โครงการปกติธรรมดาก็โดนได้

อย่างที่บอกไว้ว่าโครงการพวกนี้ดำเนินการโดยรัฐ เป็นโครงการของรัฐ หากต้องการตรวจสอบก็มีช่องทางดำเนินการได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง

แต่หากเป็นโครงการอื่นที่ดำเนินการโดยบุคคลหรือนิติบุคคล เช่นมูลนิธิฯ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน ท่านคงต้องไปศึกษารายละเอียดดูว่ากลไกเป็นอย่างไรทำได้หรือไม่อย่างไร ผมไม่ใช่นักกฏหมายครับรู้ไม่มาก

[Image: volkswagen_animated_avatar_100x100_54582.gif]
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
03-12-2012, 03:04 PM
Post: #60
RE: งบประมาณแผ่นดินสำหรับรักษาพระเกียรติสถาบันกษัตริย์ประจำปี ๒๕๕๕ พร้อมข้อสังเกตท้ายเชิงอรรถ
(03-12-2012 02:32 PM)RedVW Wrote:  
(03-12-2012 02:15 PM)savor Wrote:  ทรัพย์สินโดยตำแหน่งก็ถือว่าเป็นทรัพย์สินของบุคคลคนนั้นครับ หากบุคคลนั้นมีอำนาจบริหาร และมีสิทธิในการรับดอกผล

เหมือนกับทรัพย์สินของพวกกษัตริย์ พวกพระราชาธิบดี ในประเทศที่ยังเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พวกนี้ก็นับรวมทรัพย์สินที่เป็นของรัฐไปด้วย เพราะถือว่ารัฐบาลเป็นของกษัตริย์ภายในตัวเอง...

ข้อนี้ผมก็บอกไปแล้ว แถมผมยกตัวอย่างกรณีเจ้าชายชาร์ลส์ในอังกฤษไป ซึ่งคุณก็ไม่อ่านให้ละเอียด แล้วก็มาอะไรก็ไม่รู้...


แล้วที่คุณยกเรื่องกฤษฎีกามา อ.สมศักดิ์ เขาโต้ข้อนี้ไปหมดแล้วนะครับ ทำไมคุณไม่อ่านซักหน่อยล่ะ ???

ทำไมผมจะไม่อ่าน ไม่งั้นผมจะบอกได้อย่างไรว่า จุดที่เป็นประเด็นของ อ.สมศักดิ์มันอยู่ที่ใด

ในส่วนที่คุณอ้างว่าโดยตำแหน่งกับโดยบุคคลนั้น เป็นสิ่งเดียวกัน ผมยังไม่เห็นหลักฐานใดนอกจากข้อคิดเห็นจากคุณ

แต่สิ่งที่เห็นชัดและแตกต่างก็คือมีการแยกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และส่วนพระองค​์ออกจากกันตามกฏหมาย

จะบอกว่ามีการแยกแยะหรืออะไรนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวถึงเลยครับ...

เพราะ Forbes เขาใช้ " การปฏิบัติจริง " เป็นเกณฑ์ในการจำแนกต่างหาก...

ซึ่งสำหรับ สนง. ทรัพย์สิน นั้น

เห็นได้ชัดว่า กษัตริย์มีอำนาจในการบริหาร และเป็นผู้ได้รับดอกผล

แถมในการโอนย้ายทรัพย์สินนั้น กฎหมายยังบัญญัติไว้แบบยากที่จะตีความอีกคือ

Quote:มาตรา 7 ภายใต้บังคับแห่ง มาตรา 6 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และ โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อันได้มี บทกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้เท่านั้น


ในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ มี 112 มีกฎหมายอะไรต่างๆ หากมีการโอนจำหน่ายอะไรจริงๆ จะมีใครกล้าพูดครับว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์โดยแท้จริง...


แล้วที่กฤษฎีกาหรือ กท. แย้ง Forbes ไป เขาก็ไม่ได้แย้งแบบคุณด้วยครับ...

คือพวกนี้เขารู้ดีว่า ถ้าแย้งไปแบบคุณ " ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มันแยกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์นะ " ก็มีแต่จะโดน Forbes ตอกกลับหน้าหงายมาเท่านั้น...

เพราะแย้งแค่นี้ไม่เพียงพอแน่ๆ ถ้าแย้งไปก็จะเจอ Forbes เอา พรบ. ทรัพย์สิน มาเปิดให้ดูเนื้อหา แค่นี้ก็จบข่าวแล้ว...

แต่เขาพยายามบิดเบือนด้วยว่า " สนง. ทรัพย์สิน อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐ "

ซึ่งแท้จริงแล้ว รัฐมีอำนาจเข้าไปบริหาร สนง. ทรัพย์สิน หรือไม่... อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย
Find all posts by this user
Like Post Quote this message in a reply
Post Reply 


Forum Jump: